จุดเริ่มต้นของ Dark Web จากอุดมการณ์เสรีภาพ สู่เงามืดที่เขย่าโลกไซเบอร์

โดย admin

2 นาที
แชร์
Blog Thumbnail

จุดเริ่มต้นของ Dark Web จากอุดมการณ์เสรีภาพ สู่เงามืดที่เขย่าโลกไซเบอร์

By Jattawatt Buranasant,

Penetration Tester Team, Datafarm Company Limited

มีเรื่องหนึ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเกี่ยวกับ Dark Web

พวกเขาคิดว่ามันถูกสร้างขึ้น โดยอาชญากร เพื่ออาชญากร ในห้องมืดสักแห่งที่มีแสงสีแดงริบหรี่ และกลิ่นอายของความชั่วร้าย แต่ความจริงกลับตรงกันข้ามอย่างน่าแปลกใจ เพราะในตอนเริ่มต้น Dark Web ถือกำเนิดจากสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรจะมี นั่นคือ “ความปรารถนาที่จะพูดความจริงโดยไม่ต้องกลัว”

เมื่อความกลัวออกแบบเทคโนโลยี

ย้อนกลับไปในยุคสงครามเย็น โลกอยู่ในสภาวะที่ทุกสายตาจับจ้องทุกความเคลื่อนไหว รัฐบาลต้องการเครือข่ายสื่อสารที่ไม่มีจุดอ่อน ไม่มีศูนย์กลางที่ศัตรูจะโจมตีได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ไม่มีทางรู้ได้ว่าใครกำลังคุยกับใคร

แนวคิดที่ตอบโจทย์นั้นถูกเรียกว่า Onion Routing หรือการเข้ารหัสข้อมูลซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เหมือนหัวหอม ลองนึกภาพจดหมายที่ถู กใส่ซองซ้อนกันสิบชั้น แต่ละชั้นบอกแค่ว่าจะส่งไปที่ไหนต่อ โดยไม่มีใครในเส้นทางรู้ว่าจดหมายนั้นเริ่มต้นจากใคร หรือจะจบลงที่ไหน

https://en.wikipedia.org/wiki/Onion_routing

แนวคิดนี้พัฒนาต่อเนื่องจนกลายเป็นเครือข่าย Tor และท้ายที่สุดก็กลายเป็นสิ่งที่เราเรียกกันว่า Dark Web

ในยุคแรก มันถูกใช้ตรงตามเจตนาของมัน โดยนักข่าวในประเทศที่เสรีภาพสื่อถูกจำกัดใช้มันส่งรายงานออกมา นักเคลื่อนไหวใช้มันประสานงานโดยไม่ต้องกลัวถูกจับ บางคนใช้มันแค่เพื่อพูดในสิ่งที่รัฐบาลไม่อยากให้พูด Dark Web ในยุคนั้นเงียบ เล็ก และแทบไม่มีใครรู้จักนอกวงการ

แต่มนุษย์มีนิสัยอย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยน เมื่อใดที่เราพบพื้นที่ที่ “ไม่มีใครเห็น” คำถามหนึ่งจะผุดขึ้นมาเสมอโดยไม่ต้องนัดกัน ว่า… เราจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าไม่มีใครรู้ว่าเราเป็นใคร

Silk Road: เมื่ออุดมการณ์กับความจริงเดินสวนกัน

คำตอบของคำถามนั้นปรากฏชัดที่สุดในปี 2011

https://www.bbc.com/news/articles/cz7e0jve875o

Ross Ulbricht หนุ่มอเมริกันที่เรียนฟิสิกส์และเศรษฐศาสตร์ เชื่ออย่างแน่วแน่ว่ารัฐบาลไม่มีสิทธิ์บอกประชาชนว่าจะซื้อขายอะไรได้บ้าง เขาไม่ได้มองตัวเองเป็นอาชญากร เขามองตัวเองเป็นนักปฏิวัติเสรีภาพ และ Silk Road คือผลงานชิ้นเอกของเขา

ถ้าไม่รู้ว่ามันขายอะไร หน้าตาของ Silk Road จะดูเหมือน e-commerce ทั่วไปที่สุด มีหมวดหมู่สินค้า มีรีวิวผู้ขาย มีระบบคะแนน มีฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ในแบบของมัน แต่ความแตกต่างคือสินค้าที่ขายอยู่ในนั้นผิดกฎหมายในแทบทุกประเทศบนโลก และการชำระเงินใช้สิ่งที่ ตอนนั้นยังเป็นของแปลกลึกลับสำหรับคนทั่วไป นั่นคือ Bitcoin

https://www.abc.net.au/news/2015-08-27/dark-web-dark-net-deep-web-paedophiles/6729916

Silk Road ไม่ได้แค่เปิดตลาดมืด มันเปลี่ยนหลายสิ่งพร้อมกัน

มันทำให้ Bitcoin ถูกใช้งานจริงในวงกว้างเป็นครั้งแรก มันพิสูจน์ว่า Dark Web สามารถรองรับธุรกรรมระดับโลกได้จริง และมันทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องตื่นตัวว่า สนามรบใหม่ไม่ได้อยู่บนถนน แต่อยู่บนเส้นทางข้อมูลที่ไม่มีใครตามได้ง่าย ๆ

เมื่อ FBI ปิด Silk Road ในปี 2013 และจับ Ulbricht ได้ในห้องสมุดสาธารณะขณะที่เขากำลังออนไลน์อยู่ มันไม่ใช่แค่ตลาดที่พังลงมา มันคือบทพิสูจน์ครั้งแรกว่า แม้ในโลกที่คิดว่ามองไม่เห็น รัฐก็ยังหาทางเข้าถึงได้หากมีแรงจูงใจมากพอ

และในมุมของ Threat Intelligence ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงไซเบอร์มองวันนั้นเป็นจุดกำเนิดของคำศัพท์สำคัญคำหนึ่ง นั่นคือ Cybercrime-as-a-Service โมเดลอาชญากรรมที่ทำให้ทุกคนสามารถ “ซื้อ” ความสามารถในการก่ออาชญากรรมได้ โดยไม่ต้องรู้เรื่องเทคโนโลยีเลยแม้แต่น้อย

บทเรียนที่ Dark Web เรียนรู้เร็วกว่าใคร

หลายคนคิดว่าการปิด Silk Road คือชัยชนะ แต่มันเป็นแค่เพียงบทที่หนึ่งเท่านั้น

Dark Web ไม่ได้ตาย แต่มันเรียนรู้

มันเรียนรู้ว่า อย่าไว้วางใจศูนย์กลางมากเกินไป อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวโดยไม่จำเป็น และที่สำคัญที่สุดคือ อย่าประมาทว่าฝั่งตรงข้ามจะขี้เกียจ

ไม่นานหลังจากนั้น AlphaBay ก็เปิดตัวโดยใหญ่กว่า เร็วกว่า และรัดกุมกว่า Silk Road อย่างเทียบกันไม่ติด ในช่วงพีค มีผู้ใช้งานหลักนับแสนคน สินค้าครบทุกประเภทที่คุณไม่อยากจินตนาการ ตั้งแต่ยาเสพติดทุกชนิด ไปจนถึง Malware สำเร็จรูป และฐานข้อมูลบัตรเครดิตที่ถูกขโมยมา

https://cybelangel.com/blog/alphabay-hansa-two-major-dark-web-marketplaces-shut/

AlphaBay ไม่ใช่แค่ตลาด มันคือ ecosystem ของอาชญากรรมไซเบอร์ที่สมบูรณ์แบบในตัวเอง แฮ็กเกอร์พบลูกค้า คนที่ต้องการผลลัพธ์ได้พบกับคนที่มีเครื่องมือ และทุกอย่างหมุนไปบนรางของ Cryptocurrency ที่ตามได้ยากขึ้นทุกวัน

แต่ปี 2017 ก็มาถึง พร้อมกับสิ่งที่วงการ Cybersecurity เรียกกันด้วยความเคารพว่า Operation Bayonet

ปฏิบัติการนี้ไม่ธรรมดา เพราะมันไม่ได้แค่ปิด AlphaBay แต่หน่วยงานหลายประเทศแอบ “เข้ายึด” ตลาดคู่แข่งอย่าง Hansa แล้วปล่อยให้มันทำงานต่อตามปกติ เปิดให้บริการ รับออเดอร์ และเก็บข้อมูลผู้ใช้อย่างเงียบ ๆ อยู่หลายสัปดาห์ ก่อนที่ผู้ใช้งานจะรู้ว่าตัวเองกำลังคุยกับเจ้าหน้าที่รัฐอยู่

ในวงการ Penetration Testing เรื่องนี้ถูกเล่าซ้ำบ่อยครั้ง เพราะมันสอนบทเรียนที่ฟังดูง่ายแต่น่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง นั่นคือในพื้นที่ที่คุณรู้สึกปลอดภัยที่สุด อาจเป็นพื้นที่ที่คุณระวังตัวมากที่สุดด้วยเช่นกัน

Dark Web ในฐานะเรดาร์ ไม่ใช่แค่สนามอาชญากรรม

ตั้งแต่ปี 2018 เป็นต้นมา ถ้าคุณอยู่ในวงการ Cybersecurity แล้วไม่ติดตาม Dark Web เลย คุณกำลังทำงานโดยขาดข้อมูลไปครึ่งหนึ่ง

เหตุผลคือ ฐานข้อมูลผู้ใช้หลายร้อยล้านรายการมักโผล่บน Dark Web ก่อนที่บริษัทเจ้าของจะรู้ตัวด้วยซ้ำ กลุ่ม Ransomware เปิดตัวด้วยการโพสต์รายชื่อเหยื่อบนฟอรั่มใต้ดิน เพื่อกดดันให้จ่ายค่าไถ่ และช่องโหว่ระดับ Zero-Day ถูกประมูลซื้อขายในห้องที่ CVE ยังไม่รู้จักด้วยซ้ำ

สำหรับนักวิเคราะห์ Threat Intelligence Dark Web คือเรดาร์ที่บอกสัญญาณล่วงหน้าได้จริง มันบอกว่าใครกำลังเล็งเป้าหมายประเภทไหน เครื่องมือใดกำลังเป็นที่นิยมในกลุ่มอาชญากร และช่องโหว่ใดกำลังถูกใช้งานจริงในโลก ไม่ใช่แค่ในห้องแล็บ

ข้อมูลพวกนี้ไม่มีในรายงานวิชาการ ไม่มีใน Whitepaper ของบริษัท Security ชั้นนำ แต่มันอยู่ในบทสนทนาที่คนทั่วไปไม่มีวันเห็น

มุมมองของคนที่ทำงานอยู่บนเส้นแบ่ง

ในฐานะ Pentester มุมมองที่มีต่อ Dark Web ไม่ใช่ความตื่นเต้น แต่เป็นความเข้าใจ และบางครั้งก็ความเจ็บปวด

เพราะเมื่อระบบหนึ่งถูกเจาะ ข้อมูลที่รั่วออกไปไม่ได้หายวับอย่างที่หลายคนอยากเชื่อ มันถูกจัดหมวดหมู่ ตั้งราคา และรอคนซื้ออยู่บนตลาดที่ทำงานอย่างเป็นระบบไม่แพ้ e-commerce ชั้นนำ

การเข้าใจว่าตลาดนั้นทำงานอย่างไร ทำให้มุมมองต่อการประเมินความเสี่ยงเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ช่องโหว่ที่ฝ่ายบริหารคิดว่า “ไม่สำคัญ” มักถูกประเมินราคาสูงบน Dark Web เพราะอาชญากรคิดแบบนักธุรกิจ พวกเขามองว่าอะไรขายได้ อะไรคุ้มค่าเวลาที่ลงทุน และอะไรจะให้ผลตอบแทนสูงที่สุด

ถ้าคุณไม่รู้ว่าอาชญากรคิดอะไร คุณก็ไม่รู้ว่าต้องป้องกันอะไรก่อน

Dark Web วันนี้: เล็กลง เงียบลง แต่คมกว่าเดิม

ถ้าจินตนาการ Dark Web ว่าเป็นตลาดนัดที่วุ่นวายและใครก็เข้าได้ นั่นอาจเป็นภาพของสิบปีที่แล้ว

วันนี้มันเปลี่ยนไปมาก ตลาดเปิด และปิดเร็ว ชุมชนหดเล็กลงอย่างตั้งใจ แต่คุณภาพและความเชี่ยวชาญของคนในนั้นสูงขึ้นอย่างน่ากังวล ความไว้วางใจไม่ได้มาจากรีวิว หรือคะแนนอีกต่อไป แต่มาจากการถูก Invite เข้ามา จาก Reputation ที่สร้างมาหลายปี และจากประวัติการทำงานที่พิสูจน์ได้จริง

มันไม่ใช่โลกของมือสมัครเล่นอีกต่อไป แต่เป็นสนามของมืออาชีพที่รู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร ทำไมถึงทำ และจะไม่โดนจับได้อย่างไร

นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Dark Web ในยุคนี้น่ากลัวกว่ายุค Silk Road เสียอีก เพราะมันไม่ส่งเสียงดังให้ใครรู้อีกแล้ว

คำถามที่คุณควรถามตัวเอง

ท้ายที่สุด Dark Web ไม่ใช่เรื่องของแฮ็กเกอร์ หรือหน่วยสืบราชการลับอีกต่อไป มันเป็นเรื่องขององค์กรทุกแห่งที่มีข้อมูลคุ้มค่าพอให้ใครสักคนอยากขาย

คำถามจึงไม่ใช่ “จะเกิดขึ้นกับเราไหม” แต่คือ “เมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราจะรู้ก่อน หรือรู้จากข่าว”

และระหว่างสองคำตอบนั้น ความเสียหายต่างกันคนละเรื่อง

ขอบคุณครับ

References

· Tor Project

https://torproject.org

· wikipedia — Silk Road story

https://en.wikipedia.org/wiki/Silk_Road_(marketplace)

· AlphaBay & Operation Bayonet

· The Impact of Dark Web Marketplace Takedowns [AlphaBay and Hansa]

https://cybelangel.com/blog/alphabay-hansa-two-major-dark-web-marketplaces-shut/

· ตร.ไทย เปิดเบื้องหลังการจับกุม AlphaBay เว็บค้าสิ่งผิดกม.ใหญ่ที่สุดในโลก

https://www.bbc.com/thai/international-40702712

แชร์
กลับไปด้านบน

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัปเดตข้อมูลด้านไซเบอร์ ทุกสัปดาห์
รับข่าวสารความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความปลอดภัยไซเบอร์จากดาต้าฟาร์มก่อนใคร

ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานเร็ว ๆ นี้ โปรดติดตาม

ส่งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ไม่มีสแปม ยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ