เบื้องหลังงาน Graphic Designer ในบริษัท Cybersecurity ไม่ได้มีเพียงการทำภาพให้สวยหรือจัดสไลด์ให้ดูเป็นมืออาชีพ แต่ต้องช่วยเปลี่ยนข้อมูลทางเทคนิคที่ซับซ้อน ให้กลายเป็นเรื่องที่คนแต่ละกลุ่มเข้าใจและนำไปใช้ต่อได้
ก่อนเข้ามาทำงาน ผมเคยคิดว่างานกราฟิกในบริษัท Cybersecurity คงไม่ต่างจากบริษัททั่วไปมากนัก ไม่ว่าจะเป็นการทำภาพ Social Media ออกแบบ Presentation จัดหน้าเอกสาร หรือช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้บริษัทดูน่าสนใจขึ้น
แต่เมื่อได้ทำงานจริง ผมพบว่างานนี้มีความท้าทายมากกว่าการออกแบบรูปลักษณ์ เพราะเนื้อหาที่ต้องสื่อสารส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่มองไม่เห็น จับต้องยาก และเต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะ เช่น Vulnerability, Data Leak, Ransomware และ Attack Surface
ต่อให้ข้อมูลจากทีมเทคนิคถูกต้องและละเอียดมากเพียงใด หากลูกค้าอ่านแล้วไม่เข้าใจ ผู้บริหารมองไม่เห็นผลกระทบ หรือพนักงานรู้สึกว่าเรื่องเหล่านี้ไกลตัว ข้อมูลที่มีคุณค่าก็อาจไม่ถูกนำไปใช้จริง
จากประสบการณ์ของผม งานกราฟิกในบริษัท Cybersecurity จึงประกอบด้วยหน้าที่สำคัญสามส่วน
ส่วนแรกคือการทำความเข้าใจข้อมูลจากทีมเทคนิค
ส่วนที่สองคือการแปลข้อมูลนั้นให้กลายเป็นภาพและเรื่องราว
และส่วนสุดท้ายคือการปรับวิธีสื่อสารให้เหมาะกับผู้ฟัง เพื่อให้เขาเข้าใจและรู้ว่าควรทำอะไรต่อ

เริ่มจากการเข้าใจว่าเรื่องทางเทคนิคกระทบใคร
ลองนึกภาพว่าในรายงานฉบับหนึ่งมีข้อความว่า
“ระบบมีช่องโหว่ระดับ Critical และอาจนำไปสู่ Remote Code Execution”
สำหรับคนในสาย Security ประโยคนี้อาจชัดเจน แต่สำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐานทางเทคนิค เขาอาจยังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น กระทบต่อธุรกิจอย่างไร และควรเร่งแก้ไขมากเพียงใด
หน้าที่ของผมจึงไม่ได้เริ่มจากการเลือกสีหรือจัด Layout แต่เริ่มจากการตั้งคำถามว่า
ช่องโหว่นี้อยู่ตรงไหน
ผู้โจมตีสามารถทำอะไรได้
ระบบหรือข้อมูลใดจะได้รับผลกระทบ
และใครคือคนที่ต้องตัดสินใจจากข้อมูลนี้
เมื่อเข้าใจคำตอบเหล่านี้แล้ว เราจึงสามารถเปลี่ยนข้อความทางเทคนิคให้เป็นเส้นทางการโจมตีที่เห็นภาพได้ เช่น
Internet → Website → Server → Internal System → Customer Data

ภาพนี้ช่วยให้คนอ่านเข้าใจว่าช่องโหว่ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาในเครื่องคอมพิวเตอร์ของทีม IT แต่อาจกลายเป็นเส้นทางที่ผู้โจมตีใช้เข้าถึงระบบภายในและข้อมูลลูกค้าได้จริง
ดังนั้น Graphic Designer ในบริษัท Cybersecurity จึงทำหน้าที่คล้ายล่ามระหว่างทีมเทคนิคกับคนทั่วไป แต่การแปลศัพท์ให้เข้าใจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เพราะข้อมูลที่เข้าใจง่ายยังต้องถูกจัดเรียงให้กลายเป็นเรื่องราวที่คนติดตามได้ด้วย
จากข้อมูลจำนวนมาก สู่เรื่องราวที่มีลำดับ
งานที่ผมได้รับมอบหมายเป็นประจำคือการออกแบบ Presentation ไม่ว่าจะเป็น Company Profile, Proposal, Penetration Testing, Red Team, Threat Intelligence หรือสื่อสำหรับการอบรมด้าน Cybersecurity
ความยากของงานเหล่านี้ไม่ใช่การทำให้ข้อมูลทั้งหมดวางลงบนสไลด์ได้ แต่คือการตัดสินใจว่าผู้ฟังควรรู้อะไรก่อนและหลัง
Presentation ที่มีข้อมูลครบถ้วนไม่ได้หมายความว่าจะสื่อสารได้ดีเสมอไป หากแต่ละสไลด์เต็มไปด้วยรายละเอียด ผู้ฟังอาจไม่รู้ว่าประเด็นใดสำคัญ หรือข้อมูลทั้งหมดเชื่อมโยงกันอย่างไร
หน้าที่ของผมจึงต้องช่วยวางลำดับการเล่าเรื่อง เช่น
เริ่มจากปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น
อธิบายว่าปัญหานั้นส่งผลกระทบอย่างไร
แสดงให้เห็นว่าบริการของบริษัทเข้ามาช่วยตรงไหน
และจบด้วยสิ่งที่ลูกค้าควรตัดสินใจหรือดำเนินการต่อ
Diagram, Timeline, Attack Path และ Data Visualization จึงไม่ได้มีไว้เพื่อตกแต่งสไลด์ แต่เป็นเครื่องมือที่ช่วยจัดลำดับความเข้าใจของผู้ฟัง
มีครั้งหนึ่งที่ผมช่วยเตรียม Presentation ให้ทีมขายนำเสนอบริการของบริษัท ในช่วงแรกแต่ละสไลด์เต็มไปด้วยข้อความ แม้ข้อมูลจะครบ แต่ทีมขายต้องอ่านและอธิบายรายละเอียดเกือบทุกบรรทัด
ผมจึงเปลี่ยนเนื้อหาเหล่านั้นให้กลายเป็น Diagram และ Flow ที่แสดงว่าบริการแต่ละประเภทเริ่มต้นจากอะไร ทำงานอย่างไร และให้ผลลัพธ์แตกต่างกันตรงไหน

หลังจากปรับแล้ว ทีมขายสามารถใช้ภาพเป็นตัวนำการอธิบาย ส่วนลูกค้าก็มองเห็นภาพรวมและเปรียบเทียบบริการแต่ละประเภทได้ง่ายขึ้น
ประสบการณ์นี้ทำให้ผมเข้าใจว่า Presentation ที่ดีไม่ควรเป็นเอกสารที่ผู้พูดต้องอ่านตาม แต่ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้พูดพาผู้ฟังเดินตามเรื่องราวได้
อย่างไรก็ตาม ต่อให้ลำดับเรื่องชัดเจนเพียงใด วิธีเล่าแบบเดียวก็อาจไม่ได้ผลกับผู้ฟังทุกกลุ่ม เพราะแต่ละกลุ่มมีประสบการณ์ ความสนใจ และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
เมื่อผู้ฟังเปลี่ยน เรื่องเดียวกันก็ต้องเล่าต่างกัน
สิ่งนี้เห็นได้ชัดจากการเตรียมสื่อสำหรับ Security Awareness
ในช่วงแรก ผมเคยคิดว่าสามารถใช้สไลด์ชุดเดิมกับทุกองค์กร แล้วเปลี่ยนเพียงโลโก้และสีของบริษัทก็เพียงพอ แต่เมื่อได้เห็นการอบรมจริง ผมพบว่าผู้ฟังแต่ละกลุ่มตอบสนองกับตัวอย่างไม่เหมือนกันเลย
นักศึกษามักสนใจเหตุการณ์ใกล้ตัว เช่น อีเมลหลอกลวง การขโมยบัญชี Social Media หรือความเสี่ยงจากการแชร์ไฟล์ผ่าน Cloud
พนักงานธนาคารจะให้ความสำคัญกับข้อมูลลูกค้า การหลอกโอนเงิน และ Social Engineering
ส่วนพนักงานในองค์กรทั่วไปมักเชื่อมโยงกับเหตุการณ์ที่ทำให้ธุรกิจหยุดชะงัก เช่น Ransomware ระบบไม่สามารถให้บริการได้ หรือข้อมูลสำคัญรั่วไหล

เนื้อหาหลักอาจเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ตัวอย่าง ภาพประกอบ และวิธีเล่าต้องเปลี่ยนไปตามผู้ฟัง
หลังจากนั้น ผมจึงไม่ได้ถามเพียงว่าจะจัดสไลด์อย่างไร แต่เริ่มถามว่า
“เราจะเล่าเรื่องอย่างไรให้ผู้ฟังรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้สามารถเกิดขึ้นกับตัวเองได้”
เมื่อผู้ฟังเชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตหรือการทำงานของตัวเองได้ เขาจะไม่เพียงเข้าใจความเสี่ยง แต่ยังมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมมากขึ้นด้วย
และเพื่อให้กราฟิกออกแบบการสื่อสารได้ตรงกับผู้ฟัง ข้อมูลจากคนที่มอบหมายงานจึงมีความสำคัญไม่แพ้ทักษะของนักออกแบบ
งานที่ดีเริ่มจาก Brief ที่บอกเป้าหมาย
หนึ่งในประโยคที่นักออกแบบได้ยินบ่อยที่สุดคือ
“ช่วยทำให้สวยหน่อย”
แต่ในความเป็นจริง กราฟิกจำเป็นต้องรู้มากกว่านั้น เช่น งานนี้จะนำไปใช้ที่ไหน ใครเป็นคนอ่าน ต้องการให้เขาเข้าใจอะไร และหลังจากเห็นงานแล้วอยากให้เขาทำอะไรต่อ
แทนที่จะ Brief ว่า
“ทำ Infographic เรื่อง Phishing”
อาจเปลี่ยนเป็น
“ต้องการ Infographic สำหรับพนักงานทั่วไป ให้อ่านจบภายในหนึ่งนาที และสามารถสังเกตอีเมล Phishing ได้อย่างน้อยห้าข้อ”
Brief แบบหลังทำให้เห็นทั้งกลุ่มเป้าหมาย รูปแบบการใช้งาน เวลาที่ใช้ในการอ่าน และผลลัพธ์ที่ต้องการ นักออกแบบจึงสามารถตัดสินใจได้ดีขึ้นว่าควรใช้ข้อมูล ภาพ และวิธีนำเสนอแบบใด
ในอีกด้านหนึ่ง คนทำกราฟิกเองก็ต้องเปิดใจเรียนรู้ศัพท์ทางเทคนิค กล้าถามเมื่อไม่เข้าใจ และไม่ตัดทอนข้อมูลเพียงเพราะต้องการให้งานดูสะอาดหรือสวยขึ้น
โดยเฉพาะในงาน Cybersecurity ความถูกต้องและความเข้าใจง่ายจำเป็นต้องเดินไปด้วยกัน เพราะภาพที่ดูดีแต่สื่อความหมายผิด อาจสร้างความเสียหายได้มากกว่าข้อความที่ยังไม่ได้ออกแบบ
จากการออกแบบภาพ สู่การออกแบบความเข้าใจ
ก่อนเข้ามาทำงาน ผมเคยมองว่าหน้าที่ของ Graphic Designer คือการทำให้งานดูสวย ดูดี แต่เมื่อได้ทำงานในบริษัท Cybersecurity ผมจึงเข้าใจว่าความสวยเป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานเท่านั้น
กระบวนการทำงานจริงเริ่มจากการทำความเข้าใจข้อมูลทางเทคนิค จากนั้นจึงแปลข้อมูลให้กลายเป็นภาพ จัดลำดับให้เป็นเรื่องราว และปรับวิธีเล่าให้เหมาะกับผู้ฟังแต่ละกลุ่ม
ทุกครั้งที่เริ่มออกแบบ ผมจึงไม่ได้ถามเพียงว่า
“จะทำให้สไลด์นี้สวยขึ้นได้อย่างไร”
แต่จะถามก่อนว่า
“ผู้ฟังควรเข้าใจอะไรหลังจากเห็นสไลด์นี้ และเขาควรทำอะไรต่อ”
เมื่อคำถามเริ่มต้นเปลี่ยน วิธีการออกแบบก็เปลี่ยนตามไปด้วย ตั้งแต่การเลือกข้อมูล การจัดลำดับเนื้อหา การสร้างภาพ ไปจนถึงการตัดสินใจว่าสิ่งใดควรเน้นหรือควรตัดออก
สุดท้ายแล้ว งาน Graphic Designer ในบริษัท Cybersecurity ไม่ได้เป็นเพียงการออกแบบสื่อ แต่คือการออกแบบความเข้าใจ
ทำให้เรื่องที่มองไม่เห็นกลายเป็นสิ่งที่เห็นภาพ
ทำให้เรื่องที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่เข้าถึงได้
และทำให้ข้อมูลที่มีคุณค่า ส่งไปถึงคนที่ต้องใช้ข้อมูลนั้นในการตัดสินใจได้จริง