Dark Web Monitoring

ในปัจจุบันข้อมูลมีจำนวนมากในโลกดิจิทัล ซึ่งในจำนวนข้อมูลมากมายเหล่านี้มีข้อมูลหลาย ๆ อย่างที่เราไม่ควรจะเปิดเผยให้กับผู้อื่นรู้ เช่น ข้อมูลบัตรประชาชน หรือข้อมูลบัตรเครดิต ข้อมูลที่กล่าวมาข้างต้นนั้นเป็นเพียงตัวอย่างเล็ก ๆ ของข้อมูลที่เราไม่ควรเปิดเผยให้สาธารณะรับรู้ เพราะเป็นภัยต่อผู้ที่ถูกเปิดเผยข้อมูล
วันนี้เราจะมาทำความรู้จัก Dark Web กัน ซึ่งอาจจะมีข้อสงสัยว่าที่ผมเกริ่นนำมากับ Dark Web นั้นเกี่ยวข้องยังไงกันหลายท่านอาจจะทราบมาบ้างแล้ว แต่บางท่านอาจจะยังไม่ทราบว่า Dark Web คืออะไร วันนี้เราจะมาอธิบายให้ทราบคร่าว ๆ โดยจะมีหัวข้อดังต่อไปนี้
- Dark Web คืออะไร
- Dark Web Monitoring คืออะไร
- ประเภทของข้อมูลที่สามารถพบได้ใน Dark Web Monitoring
Dark Web คืออะไร
ทุกท่านน่าจะรู้จักเว็บไซต์ที่เราเข้าไปหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่านเครื่องมือ Search Engines ซึ่ง Dark Web ก็จัดเป็นเว็บไซต์ประเภทหนึ่ง แต่จะแตกต่างกันที่ Dark Web จะไม่สามารถหาข้อมูลผ่าน Search Engines ได้นั่นเอง โดย Dark Web จะใช้จุดแข็งของสิ่งที่เรียกว่า Tor ที่ย่อมาจาก The Onion Router อธิบายแบบสั้น ๆ ก็คือ Tor เป็นเหมือนตัวช่วยในการปกปิดตัวตนของผู้ใช้งานเน็ตเวิร์คนั่นเอง หลังจากที่เรารู้จักข้อมูลของ Dark Web กันแล้ว เราจะมาดูตัวอย่างของการใช้งาน Dark Web โดยการใช้งานของ Dark Web จะมีตัวอย่างดังนี้
- การขายข้อมูลส่วนบุคคล เช่น บัตรประชาชน และบัตรเครดิตเป็นต้น
- การขายของผิดกฎหมาย เช่น สารเสพติด
- การจ้างวานที่ผิดกฎหมายต่าง ๆ
ทั้ง 3 ข้อเป็นเพียงตัวอย่างของการกระทำใน Dark Web เท่านั้น สิ่งที่ผมต้องการให้สนใจที่สุด คือ ตัวอย่างแรก ซึ่งอาจมีความเกี่ยวข้องกับผู้อ่านในขณะนี้หรือคนใกล้ตัวของผู้อ่านก็ได้ หลายท่านอาจสงสัยว่าหากข้อมูลของเราถูกนำไปขายหรือหลุดอยู่ใน Dark Web แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ดังนั้นในหัวข้อถัดมาเราจะมาแนะนำให้รู้จักกับ Dark Web Monitoring
Dark Web Monitoring คืออะไร
ในหัวข้อก่อนหน้าทำให้ทุกคนเห็นแล้วว่ามีการขายข้อมูลส่วนตัวในสิ่งที่เรียกว่า Dark Web ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกี่ยวข้องกับเรา หากเราสามารถติดตามข้อมูลของเราได้ว่า ณ ขณะนั้นข้อมูลของเรามีหลุดเข้าไปใน Dark Web หรือไม่ก็จะเป็นสิ่งที่ส่งผลดีต่อเราเป็นอย่างมากเพราะเราสามารถรับมือกับปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น รู้ว่าอาจมีคนใช้ข้อมูลที่ได้มาหลอกทำให้เราเกิดความระวังตัวมากขึ้น หรือหากรู้ว่าข้อมูลจำพวกผู้ใช้งานหรือรหัสผ่านของเราหลุดไป เราสามารถเปลี่ยนรหัสผ่านได้อย่างรวดเร็วเพื่อทำให้เกิดความเสียหายน้อย หรือไม่เกิดเลย
จากที่กล่าวมาก่อนหน้านั้นการที่เราจะรู้ข้อมูลใน Dark Web ได้นั้นสิ่งที่จะมาช่วยในส่วนนี้ได้แก่ Dark Web Monitoring นั่นเอง Dark Web Monitoring คือกระบวนการในการค้นหาและติดตามข้อมูลขององค์กรหรือบุคคลที่อยู่ใน Dark Web โดยการทำงานของ Dark Web Monitoring จะคล้ายกับ Search Engine แต่เป็นการหาข้อมูลภายใน Dark Web แทน โดยใช้ในการช่วยหาข้อมูลที่หลุดหรือถูกขโมยไป เช่น รหัสผ่าน ข้อมูลส่วนบุคคล ทรัพย์สินทางปัญญา และข้อมูลส่วนบุคคลอื่น ๆ ที่ถูกเผยแพร่ไปใน Dark Web นั่นเองครับ
Dark Web Monitoring จะมีลักษณะสำคัญดังนี้
- Threat intelligence นำข้อมูลที่ได้จาก Dark Web Monitoring มาทำงานร่วมกับ Threat intelligence เพื่อให้รับมือกับภัยคุกคามได้ดียิ่งขึ้น
- Threat hunting ในส่วนนี้จะช่วยผู้ที่เป็น Threat Hunter สามารถตรวจสอบภัยคุกคามที่อาจจะเกิดขึ้นกับองค์กร เช่น ข้อมูลที่หลุดไปจากภายในองค์กร เข้าสู่ Dark Web ได้เร็วยิ่งขึ้นแล้วรับมือกับรูปแบบการโจมตีได้ดีขึ้น
- Faster Incident Response การที่เราสามารถรับรู้ถึงภัยคุกคามต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้นเมื่อ Dark Web Monitoring พบข้อมูลที่หลุดไปหรือภัยคุกคามต่าง ๆ สามารถส่งผลแบบ Real time กลับมาให้ผู้ใช้งาน ทำให้เราสามารถตอบโต้ หรือ รับมือกับภัยคุกคามต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
ประเภทของข้อมูลที่สามารถพบได้ใน Dark Web Monitoring
ในหัวข้อก่อนหน้าอาจช่วยให้รับทราบแล้วว่า Dark Web Monitoring สำคัญอย่างไรและเข้ามาช่วยอะไรบ้างในส่วนนี้จะมาเพิ่มเติมเหตุผลที่เราควรจะใช้ Dark Web Monitoring กันอีกครับ โดยเราจะมาพูดถึงความเสี่ยงหรือข้อมูลต่าง ๆ ที่ Dark Web Monitoring สามารถพบได้
- ข้อมูลที่หลุดออกมาจากเครื่องมือฝั่ง Third Party เช่น เรามีการใช้แพลตฟอร์มหนึ่งซึ่งช่วยเราเก็บข้อมูลต่าง ๆ จากผู้ใช้เอาไว้บน Cloud Service แล้วแพลตฟอร์มนั้นถูกโจมตีจากผู้ไม่ประสงค์ดีทำให้ข้อมูลของเราหลุดไปด้วย
- ข้อมูลที่หลุดผ่านเครือข่ายภายในองค์กร ซึ่งมักเกิดจากการไม่ได้ตั้งใจหรือการตั้งค่าความปลอดภัยของผู้ใช้ โดยอาจเกิดได้จาก การตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่ไม่เหมาะสม การดาวน์โหลดไฟล์ที่ติดมัลแวร์ การแชร์ไฟล์ผิดพลาด และถูกดักจับข้อมูลได้
- Accidental Leaks ข้อมูลหลุดที่เกิดจากความประมาทของบุคคล เช่น การไปโพสต์ข้อมูลส่วนตัวในโซเชียลมีเดีย เช่น รูปถ่ายบัตรเครดิตใบใหม่ การดาวน์โหลดไฟล์ที่ติดมัลแวร์มาทำให้ข้อมูลที่อยู่ภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ถูกดึงไป หรือการถูก Phishing กรอกข้อมูลไปโดยไม่ทราบว่าถูกโจมตีอยู่
จากทุกหัวข้อที่ผ่านมาทำใหเห็นว่า Dark Web มีความอันตรายต่อบุคคลและองค์กรซึ่งเราสามารถแก้ปัญหาหรือบรรเทาปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่า Dark Web Monitoring ผมจึงขอแนะนำให้รู้จักกับ Personar Threat Intelligence เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยเฝ้าระวังข้อมูลต่าง ๆ ที่รั่วไหลในระดับ Enterprise ได้นั่นเอง

สุดท้ายนี้ในยุคดิจิทัลที่มนุษย์มีการเก็บข้อมูลบนโลกออนไลน์มากขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่งทำให้มีผู้ไม่หวังดีกับข้อมูลเหล่านั้นที่ถูกเก็บเอาไว้ ต่อให้เราระมัดระวังตัวเองมากเพียงใดแต่หากผู้ให้บริการต่าง ๆ ถูกโจมตีแล้วข้อมูลรั่วไหลไปนั้นก็ส่งผลกระทบถึงเราได้เช่นกันดังนั้นหากเราสามารถรู้ได้รวดเร็วและดำเนินการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีผลกระทบก็จะยิ่งน้อยหรือไม่เกิดขึ้นเลยครับ
ที่มา