
ทำไมในปัจจุบันพวกเรายังจำเป็นต้องวางแผนซ้อมรับมือเหตุการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ทั้งที่หลายองค์กรต่างทุ่มเงินลงทุนมหาศาลไปกับระบบป้องกันที่ทันสมัย ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งไฟร์วอลล์ราคาแพง หรือซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสระดับท็อปมากมาย
หากลองเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ ก็คงเหมือนกับอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ที่มีระบบป้องกันอัคคีภัยครบครัน ทั้งถังดับเพลิงที่ติดตั้งไว้ตามจุดต่างๆ และประตูหนีไฟที่ออกแบบมาเพื่อป้องกันการลามของไฟเป็นอย่างดี แต่ลองคิดภาพตาม ถ้าบุคลากรในอาคารแห่งนี้ไม่เคยผ่านการซ้อมหนีไฟเลยแม้แต่ครั้งเดียว เมื่อเกิดเหตุเพลิงไหม้ขึ้นมาจริงๆ พวกเขาจะสามารถใช้อุปกรณ์เหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง หรืออพยพตามขั้นตอนได้อย่างปลอดภัยได้อย่างไร?
เฉกเช่นเดียวกันกับการรับมือกับเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cybersecurity) เทคโนโลยีที่ทันสมัยเป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เราสามารถรับมือได้ดีขึ้น แต่ไม่ได้ช่วยให้คนรับมือกับเหตุการณ์ร้ายที่เข้ามาอย่างเป็นระบบและขั้นตอน
ดังนั้น การลงทุนในระบบป้องกันที่จึงยังไม่เพียงพอ หากปราศจาก “Cyber Drill” หรือการซ้อมรบทางไซเบอร์ที่จะช่วยให้สามารถวางแผนการรับมืออย่างเป็นระบบ เพราะการซ้อมจะทำให้บุคลากรทุกระดับรู้หน้าที่ของตนเอง ช่วยลดระยะเวลาในการระงับเหตุ และเปลี่ยนให้อุปกรณ์ราคาแพงที่องค์กรลงทุนไป สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุดในวันที่เกิดเหตุการณ์จริง
Cyber drill คืออะไร?
Cyber Drill หากแปลตรงตัวคำว่าว่า Cyber หมายถึงโลกออนไลน์และระบบดิจิทัล ในส่วนของ Drill หมายถึง การฝึกซ้อม เมื่อนำมารวมกันแล้วมักหมายถึง การซ้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์
โดยองค์กรมักมีการจำลองเหตุการณ์โจมตีต่างๆ เช่น ระบบหรือไฟล์ที่สำคัญถูกล็อคจากการเข้ารหัสเพื่อเรียกค่าไถ่ (Ransomware), ข้อมูลที่เป็นความลับถูกขโมยออกไปเผยแพร่ (Data Breach), หรือ ระบบมีการรับ traffic จำนวนมากเข้ามาจนระบบไม่ตอบสนอง (DDos)
เป้าหมายสำคัญของการทำ Cyber Drill เป็นการทดสอบ 4 องค์ประกอบหลักดังนี้
- People (บุคคล) : บุคลากรภายในองค์กรมีความตระหนักรู้ในหน้าที่ของตัวเองมากน้อยแค่ไหนเมื่อเกิดภัยคุกคาม
- Process (กระบวนการ) : แผนการรับมือหรือ Incident Response Plan ที่เตรียมเอาไว้ เมื่อลองมาใช้จริงสามารถรับมือได้ ใช้เวลาตามที่กฎหมายกำหนดได้จริงไหม
- Technology (เทคโนโลยี) : เครื่องมือต่างๆที่ทางองค์กรจัดเตรียมไว้เมื่อเกิดภัยคุกคามนั้นทำงานได้จริงตามแผนรับมือหรือไม่
- Organization (โครงสร้างบริหาร) : เพื่อประเมินขีดความสามารถในภาพรวมขององค์กร โดยเฉพาะระบบการสื่อสารภายในและภายนอก (Crisis Communication) โครงสร้างการบังคับบัญชาและการส่งต่ออำนาจการตัดสินใจของฝ่ายบริหาร ตลอดจนความพร้อมในการประสานงานร่วมกันระหว่างแผนกต่างๆ เพื่อรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity) ให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด
โดยทางสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIST) ได้ให้นิยามและวางแนวทางของการทำ Cyber Exercises ไว้ชัดเจนว่า มันคือเครื่องมือสำคัญในการสร้าง Cyber Resilience หรือความสามารถในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม

รูปแบบการซ้อมจะถูกแบ่งออกเป็นหลายระดับตามวัตถุประสงค์ แต่หลักๆ ที่นิยมใช้ในองค์กรมักจะมี 3 รูปแบบ
- Cybersecurity Awareness ในส่วนของ บุคคลากรภายในองค์กรมักออกแบบกิจกรรมเพื่อวัดและยกระดับความตระหนักรู้ของบุคคลากรต่อภัยคุกคามไซเบอร์อย่างเป็นระบบ ซึ่งหนึ่งในวิธีการฝึกอบรมที่ได้รับความนิยมและเห็นผลได้ชัดเจนที่สุดคือ Phishing Simulation หรือการจำลองส่งอีเมลหลอกลวงที่มีหน้าตาใกล้เคียงกับของจริง เช่น อีเมลแจ้งเปลี่ยนรหัสผ่านด่วน หรืออีเมลแจ้งรับคูปองฟรี ไปยังกล่องข้อความของบุคลากรภายในองค์กร วัตถุประสงค์เพื่อทดสอบดูว่าบุคคลากรจะหลงเชื่อ คลิกลิงก์ หรือกรอกข้อมูลส่วนตัวหรือไม่ หลังจากนั้นองค์กรจะนำผลลัพธ์ที่ได้มาวิเคราะห์ และจัดหลักสูตรอบรมเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับพฤติกรรมที่ตรวจพบ
- Tabletop Exercise (TTX) การจำลองสถานการณ์วิกฤตบนแผ่นกระดาษ โดยเชิญผู้บริหาร หัวหน้าทีม IT ทีมกฎหมาย ฝ่าย PR และฝ่ายทรัพยากรบุคคล (HR) มารวมตัวกัน จากนั้นผู้ดำเนินกิจกรรม จะให้โจทย์ที่เป็นสถานการณ์ทางไซเบอร์ลงไป เช่น ตอนนี้ระบบหลักของบริษัทโดนล็อกพร้อมกับมีการเรียกค่าไถ่ 50 ล้านบาท และข้อมูลลูกค้าเริ่มหลุดไปบนโซเชียลแล้ว โดยซ้อมเพื่อดูว่า ใคร ต้องทำอะไร และตัดสินใจอย่างไร
- Technical Drill การซ้อมรับมือในระดับที่มีการลงมือปฏิบัติการทางเทคนิค โดยมีการให้ทีมผู้เชี่ยวชาญลองเจาะระบบจริงๆ (Red Team) และให้ทีมไอทีขององค์กรทำหน้าที่ตั้งรับหรือแก้ปัญหาสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (Blue Team) เพื่อทดสอบระบบทางเทคนิค
ในอดีต หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการซ้อม Cyber Drill มีไว้เพียงเพื่อให้ทีม IT ได้ทดลองกู้ระบบคืนมาเท่านั้น แต่ในความเป็นจริง ภัยคุกคามทางไซเบอร์ในปัจจุบันสร้างความเสียหายลุกลามและรุนแรงเกินกว่าแค่การที่ระบบใช้งานไม่ได้ไปมาก การซ้อมในยุคนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลักที่ให้ความสำคัญและครอบคลุมในเชิงของยุทธศาสตร์ทางธุรกิจอย่างรอบด้าน
เตรียม Incident Response (IR) ให้พร้อมเผชิญเหตุไม่คาดคิด เป็นการเปลี่ยน แผนการรับมือที่เคยอยู่แค่บนหน้ากระดาษ ให้กลายเป็นทักษะ ความคุ้นชิน และความพร้อมทางปฏิบัติการของทีมงานอย่างแท้จริง เพื่อให้ทุกคนสามารถตอบสนองและระงับเหตุได้อย่างรวดเร็ว และเป็นระบบ ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาและจำกัดวงความเสียหายให้น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

สร้างภูมิคุ้มกันล่วงหน้า (Preventive) รวมถึงการสร้าง Cyber Culture ให้เกิดขึ้นจริง การฝึกซ้อมอย่างสม่ำเสมอจะช่วยฝังรากฐานความตระหนักรู้ลงไปในวัฒนธรรมองค์กร พนักงานทุกคนจะเกิดความระมัดระวังโดยสัญชาตญาณ ซึ่งเป็นการป้องกันภัยตั้งแต่ต้นและสอดคล้องกับหลักการบริหารความเสี่ยง (Risk Management Principles) ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้เกิดการสื่อสารเรื่องความเสี่ยงอย่างโปร่งใส
ซักซ้อมแผนการสื่อสารในภาวะวิกฤต (Crisis Communication) เมื่อเกิดเหตุการณ์วิกฤต เช่น ข้อมูลลูกค้ารั่วไหล สิ่งที่กู้คืนยากที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่คือ ความน่าเชื่อถือ (Reputation) ขององค์กร การซ้อม Cyber Drill จึงเป็นพื้นที่สำคัญให้ทีมบริหารได้ทดลองหยิบแผนสื่อสารมซักซ้อมให้ชัดเจนว่า “ในสถานการณ์นี้เราจะแถลงการณ์อย่างไร? ใครจะเป็นผู้แถลง? และต้องแจ้งหน่วยงานกำกับดูแลภายในกี่ชั่วโมง?” เพื่อควบคุมภาพลักษณ์และรักษาความเชื่อมั่นขององค์กรเอาไว้
การซ้อม Cyber Drill เปรียบเสมือนการสร้างภูมิคุ้มกันและเตรียมความพร้อมให้กับองค์กร เพราะสามารถช่วยลดความเสียหายทั้งในแง่ของตัวเงินและชื่อเสียงหากมีการระงับเหตุที่รวดเร็วและเป็นไปตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ ช่วยให้บุคลากรทุกคนตระหนักรู้และเข้าใจหน้าที่ของตนเองในภาวะวิกฤต และยังช่วยให้อุปกรณ์หรือระบบรักษาความปลอดภัยขององค์กรที่ลงทุนไปสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทั้งยังสอดรับกับข้อบังคับทางกฎหมายอย่าง พ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) อีกด้วย สรุปแล้ว การทำ Cyber Drill ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายที่สูญเปล่าหรือเป็นเซอร์วิสที่เลือกจะมีก็ได้ แต่เป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความมั่นคงปลอดภัยและความต่อเนื่องทางธุรกิจ