รหัสผ่านของคุณแข็งแรงจริง หรือแค่ดูเหมือน? วิธีตั้ง Password ที่ปลอดภัยตาม NIST

โดย admin

3 นาที
แชร์
Blog Thumbnail

ทุกวันนี้หลายองค์กรยังเชื่อว่า รหัสผ่านที่ปลอดภัยต้องมีตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวเลข และสัญลักษณ์พิเศษครบตามสูตร

แต่ในความเป็นจริง รหัสผ่านที่ดูแข็งแรง อาจถูกขโมยไปใช้แล้วก็ได้

แล้วถ้า “ความซับซ้อน” ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป… เราควรตั้งรหัสผ่านแบบไหนจึงจะปลอดภัย?

เรามาลองสำรวจตัวเองดูก่อนว่า ระหว่างรหัสผ่าน 2 ตัวอย่างนี้ คุณคิดว่าตัวไหนปลอดภัยกว่ากัน

ตัวอย่างที่ 1

P@ssw0rd2026!

ครบสูตรความซับซ้อน มีตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก ตัวเลข และสัญลักษณ์พิเศษ

รหัสนี้ดูเหมือนจะผ่านทุกข้อกำหนด แต่ปลอดภัยจริงหรือ?

ตัวอย่างที่ 2

BlueCoffeeRunsEveryMorning

เป็น Passphrase ที่ประกอบด้วยหลายคำต่อกัน ไม่มีทั้งตัวเลขและสัญลักษณ์พิเศษ

รหัสผ่านนี้อาจดูเหมือนไม่ผ่านเกณฑ์

ลองเลือกคำตอบไว้ในใจ แล้วมาดูกันว่า เหตุใดรหัสผ่านที่ดูซับซ้อนกว่า อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่ปลอดภัยที่สุด


เราสังเกตอะไรได้บ้างจาก 2 ตัวอย่างนี้

ถ้าดูจากความเคยชิน รหัสผ่านอย่าง P@ssw0rd2026! อาจดูปลอดภัยกว่า เพราะมีตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวพิมพ์เล็ก ตัวเลข และสัญลักษณ์พิเศษครบตามข้อกำหนดที่หลายคนคุ้นเคย แต่ในมุมของผู้โจมตี ความซับซ้อนของรหัสผ่านไม่ใช่สิ่งแรกที่เขาสนใจ หากแต่เป็น รหัสผ่านนั้นเคยถูกใช้หรือเคยรั่วไหลมาก่อนหรือไม่

P@ssw0rd2026! เป็นตัวอย่างของรหัสผ่านที่สร้างจากรูปแบบยอดนิยม โดยนำคำว่า Password มาแทนที่ตัวอักษรบางตัวด้วยสัญลักษณ์ และเติมปีต่อท้าย แม้จะผ่านกฎด้านความซับซ้อน แต่รูปแบบลักษณะนี้มักปรากฏอยู่ในรายการรหัสผ่านที่ผู้โจมตีใช้ทดลองล็อกอิน หรือเคยหลุดออกมาจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลแล้ว

ในทางกลับกัน BlueCoffeeRunsEveryMorning แม้ไม่มีสัญลักษณ์พิเศษ แต่เป็น Passphrase ที่มีความยาวมาก จดจำง่าย และคาดเดาได้ยากกว่า รหัสผ่านลักษณะนี้จึงมีโอกาสถูกเดาหรือสุ่มโจมตีได้ยากกว่ารหัสผ่านที่อาศัยเพียงการดัดแปลงคำยอดนิยม

จากสถิติและเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นจริง พบว่าผู้ใช้จำนวนมากมักเลือกใช้รูปแบบรหัสผ่านเดิม ๆ แล้วเพิ่มความซับซ้อนด้วยวิธีที่คาดเดาได้ เช่น เติม ! หรือใส่ปีปัจจุบันต่อท้าย โดยเชื่อว่าจะช่วยให้รหัสผ่านแข็งแรงขึ้น ทั้งที่ในความเป็นจริง รูปแบบเหล่านี้กลับเป็นสิ่งที่ผู้โจมตีรู้จักและนำไปใช้ในการโจมตีอยู่แล้ว

ด้วยเหตุนี้ แนวทางด้านความปลอดภัยในปัจจุบันจึงเริ่มให้ความสำคัญกับ “ความยาว” ของรหัสผ่าน มากกว่าการบังคับให้มีตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวเลข หรือสัญลักษณ์พิเศษ เพราะรหัสผ่านที่ยาวและไม่เป็นรูปแบบยอดนิยม มักคาดเดาได้ยากกว่า และหากไม่เคยปรากฏในฐานข้อมูลรหัสผ่านที่รั่วไหล ก็จะยิ่งลดโอกาสที่ผู้โจมตีจะนำไปใช้โจมตีได้

ลองนึกภาพการโจมตีที่เกิดขึ้นจริง

รหัสผ่านรั่วไหล → Credential Stuffing → ผู้โจมตีล็อกอินสำเร็จ → Initial Access

จะเห็นได้ว่า เพียงรหัสผ่านที่รั่วไหลชุดเดียว ก็อาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการโจมตีทั้งระบบได้

สถิติรหัสผ่านถูกใช้บ่อยในช่วงปี 2025-2026

สถิติรหัสผ่านยอดแย่ ประจำปี 2025

คำถามคือ ถ้ากฎเกณท์แบบเดิมใช้ไม่ได้ผลแล้ว เราควรเชื่อเกณฑ์ของใคร?


แนวทางจากมาตรฐานความปลอดภัยทั่วโลก

เวลาพูดถึงเกณฑ์ตั้งรหัสผ่านที่น่าเชื่อถือ มีมาตรฐานให้อ้างอิงอยู่หลายตัว ไม่ว่าจะเป็น NIST, OWASP, PCI DSS, ISO 27001, CIS หรือแนวทางจากหน่วยงานคุ้มครองข้อมูลอย่าง GDPR แต่ละมาตรฐานมีจุดเน้นต่างกันไปตามบริบทการใช้งาน แต่ถ้าลองเทียบดูจะเห็นทิศทางที่คล้ายกันอย่างชัดเจน คือเน้นความยาวมากกว่าความซับซ้อน ลดการบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านตามรอบเวลา และเพิ่มการตรวจสอบกับข้อมูลรั่วไหลจริง

ในบรรดามาตรฐานเหล่านี้ NIST เป็นมาตรฐานที่ถูกนำไปอ้างอิงอย่างแพร่หลาย ทั้งจาก OWASP ที่เป็นแหล่งอ้างอิงหลักด้าน Application security และ CIS/MS-ISAC บทความนี้เลยเลือกใช้ NIST SP 800-63B Revision 4 เป็นแกนหลักในการอธิบาย โดยหลักการที่จะกล่าวถึงสอดคล้องกับสิ่งที่มาตรฐานอื่นๆแนะนำเช่นกัน

ข้อเสนอแนะของ NIST มาจากงานวิจัยเชิงพฤติกรรมจริง “เลิกบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านตามรอบเวลา” ไม่ได้มาจากการคาดเดา แต่มาจากข้อมูลจริงที่ชี้ว่า เมื่อผู้ใช้ถูกบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงคือ การปรับเปลี่ยนแบบเล็กน้อยที่ยังคาดเดาง่ายอยู่ เช่น

รหัสผ่านเก่า Summer2024!

รหัสผ่านใหม่ Summer2025!

โดยข้อเสนอแนะนี้ได้รับการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลภัยคุกคาม และพฤติกรรมของผู้ใช้ นับตั้งแต่เผยแพร่ครั้งแรกในปี 2017 และล่าสุดคือ SP 800-63B Revision 4 (เผยแพร่กลางปี 2025) ที่พลิกวิธีการตั้งรหัสผ่านอย่างชัดเจนอีกครั้ง


หลักการสำคัญของ NIST SP 800-63B Revision 4

1. ความยาว สำคัญกว่าความซับซ้อน

หากเป็นการล็อกอินแบบใช้รหัสผ่านเพียงอย่างเดียว ความยาวขั้นต่ำควรอยู่ที่ 15 ตัวอักษร แต่ถ้าใช้ร่วมกับ MFA ความยาวขั้นต่ำ 8 ตัวอักษรก็เพียงพอ

ในทำนองเดียวกันระบบควรรองรับรหัสผ่านยาวได้ถึง 64 ตัวอักษร และรองรับทั้ง space และอักขระ ASCII ที่พิมพ์ได้ทั้งหมด เพื่อสนับสนุนการใช้ passphrase ซึ่งเป็นรหัสผ่านที่ยาวกว่า จดจำง่ายกว่า และมักแข็งแรงกว่ารหัสผ่านสั้นที่ผสมสัญลักษณ์แบบสุ่ม

2. ไม่บังคับความซับซ้อน

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ระบบไม่ควรบังคับให้ผู้ใช้ต้องผสมตัวอักษรหลายประเภทตามสูตรตายตัว เช่นต้องมีตัวพิมพ์ใหญ่ ตัวเลข และสัญลักษณ์อย่างละอย่าง เพราะกฎแบบนี้มักทำให้คนเลือกใช้รูปแบบที่คาดเดาได้ เช่น Password123! ซึ่งดูซับซ้อนแต่จริงๆ แล้วเดาง่ายมาก

แต่นี่ไม่ได้แปลว่าความซับซ้อนไม่มีประโยชน์เลย ถ้ารหัสผ่านยาวพออยู่แล้ว การผสมตัวเลขหรือสัญลักษณ์เพิ่มเข้าไปก็ยังช่วยเสริมความปลอดภัยได้ เพียงแต่ไม่ควรเป็นเงื่อนไขบังคับที่ทำให้ผู้ใช้ต้องดัดแปลงรหัสผ่านจนทำให้คาดเดาได้ง่ายขึ้น

3. เลิกบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านตามรอบเวลา

ไม่จำเป็นต้องบังคับให้ผู้ใช้เปลี่ยนรหัสผ่านตามรอบเวลาอีกต่อไป

แล้วถ้าเราไม่เปลี่ยนตามรอบเวลา เราควรจะเปลี่ยนรหัสผ่านตอนไหน?

คำตอบคือ เปลี่ยนเมื่อพบว่า รหัสผ่านนั้นถูกเผยแพร่ และไม่เป็นความลับอีกต่อไป เพราะในทางปฏิบัติ การบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ กลับทำให้ผู้ใช้เลือกปรับเปลี่ยนแบบเล็กน้อยที่คาดเดาง่าย เช่น จาก Summer2024! เป็น Summer2025! ซึ่งแทบไม่ได้เพิ่มความปลอดภัยขึ้นเลย

นับว่าเป็นอีกสาเหตุสำคัญที่ว่า ทำไมองค์กรถึงจำเป็นต้องทำ Data Leak Monitoring เพื่อเฝ้าระวังตรวจจับข้อมูลรั่วไหลอยู่ตลอดเวลา

4. หลีกเลี่ยงการใช้รหัสผ่านที่ถูกใช้บ่อยครั้ง

เราสามารถหลีกเลี่ยงการตั้งรหัสผ่านที่คาดเดาได้ง่าย ได้จากแหล่งข้อมูลสำหรับตรวจสอบรายการรหัสผ่านที่ถูกใช้บ่อย ควรมีปริมาณมากพอที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เลือกรหัสผ่านที่ผู้โจมตีน่าจะเดาได้ เพราะผู้โจมตีสามารถนำเหล่ารหัสผ่านที่อยู่ใน Blacklist มาทดลองล็อกอินเข้าสู่ระบบสวมรอยเป็นผู้ใช้ได้โดยง่าย

โดยรายการรหัสผ่านต้องห้ามไม่จำเป็นต้องรวบรวมรหัสผ่านหรือคำศัพท์ทุกคำที่เป็นไปได้ แต่ควรเน้นไปที่ 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ รหัสผ่านที่คนใช้กันทั่วไป บัญชีผู้ใช้ที่เคยหลุดออกมาจากเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลที่เป็นที่รู้จัก และรูปแบบรหัสผ่านที่คาดเดาได้ง่าย

ทาง NIST เสนอแนวทางให้เพิ่มขั้นตอนตรวจสอบตั้งแต่การตั้งรหัสผ่าน ไม่ใช่แค่ตอนที่ผู้ใช้พิมพ์รหัสผ่านซ้ำกับที่เคยหลุด ยังรวมถึงกรณีที่อีเมลหรือบัญชีขององค์กรไปปรากฏอยู่ในเหตุการณ์ข้อมูลรั่วไหลของบริการอื่นด้วย

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองดูตัวอย่างรหัสผ่านที่ดีและไม่ดีตามหลักการข้างต้น

ตารางแสดงรหัสผ่านที่ดีและไม่ดี

5. Passkeys ทางออกที่ปลอดภัยกว่ารหัสผ่าน

ใน Revision 4 นอกจากจะกล่าววิธีการการตั้งรหัสผ่านให้รัดกุม แต่ยังผลักดันให้เลิกพึ่งพา “knowledge-based authentication” หรือคำถามยืนยันตัวตนแบบเดิมๆ ที่หลายคนคุ้นเคย เช่น

“ชื่อกลางของแม่คุณคืออะไร”

“โรงเรียนประถมที่คุณเรียนชื่ออะไร”

เพราะคำตอบพวกนี้มักหาได้ไม่ยากจากโซเชียลมีเดียหรือข้อมูลที่เคยรั่วไหลไปแล้ว จึงไม่ใช่เครื่องยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยอีกต่อไป

ทางออกที่ NIST เสนอแทนคือ Passkey ซึ่งเป็นวิธียืนยันตัวตนที่ไม่ต้องพิมพ์รหัสผ่านเลย แต่ใช้การสแกนลายนิ้วมือ ใบหน้า หรือรหัส PIN ของอุปกรณ์แทน โดยเบื้องหลังจะมีกุญแจเข้ารหัสที่ผูกกับอุปกรณ์นั้นโดยเฉพาะ ทำให้ต่อให้มีเว็บปลอมมาหลอกให้กรอกข้อมูล (Phishing) ผู้โจมตีก็ไม่มีทางขโมยอะไรไปใช้ได้ เพราะไม่มี “รหัสผ่าน” ให้ขโมยตั้งแต่แรก

จะเห็นได้ว่าทิศทางทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวกัน คือเพิ่มความปลอดภัย พร้อมกับทำให้ผู้ใช้งานใช้งานง่ายขึ้น ไม่ใช่เน้นความซับซ้อนของรหัสผ่านเหมือนในอดีต


เช็กลิสต์ตั้งรหัสผ่านให้รัดกุมตาม NIST SP 800-63B Rev 4

สรุปเป็นข้อๆ สำหรับเช็คก่อนตั้งหรือเปลี่ยนรหัสผ่านครั้งถัดไป:

  • ✅ ยาวอย่างน้อย 15 ตัวอักษร (หรือ 8 ตัวอักษรถ้าเปิด MFA ร่วมด้วย)
  • ✅ ใช้ Passphrase แทนรหัสผ่านซับซ้อนที่จำยาก
  • ✅ ไม่ใช้รหัสผ่านซ้ำกับที่เคยใช้ที่อื่น
  • ✅ ตรวจสอบว่ารหัสผ่านไม่อยู่ในฐานข้อมูลที่เคยรั่วไหล (Breach Database)
  • ✅ เปิดใช้ MFA หรือ Passkey ถ้าระบบรองรับ
  • ✅ ไม่บังคับเปลี่ยนรหัสผ่านตามรอบ เปลี่ยนเฉพาะเมื่อมีหลักฐานว่าถูกบุกรุก

ในระดับองค์กรจะจัดการกับปัญหา Password Leak ได้อย่างไร

NIST แนะนำให้องค์กร ตรวจสอบรหัสผ่านกับ Credential ที่เคยรั่วไหล (compromised credentials) และ บังคับเปลี่ยนรหัสผ่านเมื่อมีหลักฐานว่าถูกล่วงล้ำ (evidence of compromise) แต่ในทางปฏิบัติ NIST ไม่ได้ระบุว่าองค์กรจะหาหลักฐานดังกล่าวจากที่ใด หรือจะทราบได้อย่างไรว่าอีเมลหรือ Credential ของพนักงานปรากฏอยู่ในฐานข้อมูลรั่วไหลแล้ว

ด้วยเหตุนี้ หลายองค์กรจึงเลือกใช้เครื่องมือประเภท Data Leak Monitoring เพื่อเฝ้าระวังข้อมูลรั่วไหลจากแหล่งต่าง ๆ เช่น ฐานข้อมูลรั่วไหล, Dark Web Forums, Telegram Channels และแหล่งซื้อขายข้อมูลใต้ดินอื่น ๆ พร้อมแจ้งเตือนเมื่อพบอีเมล โดเมน หรือ Credential ขององค์กรปรากฏอยู่ในแหล่งข้อมูลเหล่านั้น เพื่อให้ทีม Security สามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อ Password Policy ทำงานร่วมกับ Data Leak Monitoring องค์กรจะได้รับประโยชน์ในหลายด้าน ได้แก่

  • เสริมความปลอดภัยของการยืนยันตัวตน โดย Password Policy ช่วยลดความเสี่ยงจากรหัสผ่านที่อ่อนแอหรือถูกคาดเดาได้ง่าย ขณะที่ Data Leak Monitoring ช่วยตรวจจับ Credential ที่รั่วไหลออกไปแล้ว
  • ตัดสินใจจากหลักฐาน ไม่ใช่การคาดเดา แทนที่จะบังคับเปลี่ยนรหัสผ่านตามรอบเวลา องค์กรสามารถดำเนินการได้ทันทีเมื่อพบหลักฐานว่า Credential ถูกเปิดเผยหรือมีความเสี่ยงถูกนำไปใช้
  • ลดระยะเวลาการตอบสนองต่อเหตุการณ์ ทำให้สามารถรีเซ็ตรหัสผ่าน แจ้งเตือนผู้ใช้งาน หรือดำเนินมาตรการป้องกันอื่น ๆ ได้ก่อนที่ผู้โจมตีจะนำข้อมูลไปใช้สร้างความเสียหาย

ตลอดบทความนี้ เราเห็นแล้วว่า Password Policy ที่ดีไม่ใช่การบังคับให้ผู้ใช้ตั้งรหัสผ่านที่ซับซ้อนที่สุด แต่เป็นการลดความเสี่ยงจากการโจมตีในรูปแบบต่าง ๆ ตามแนวทางของ NIST

อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกคำถามหนึ่งที่ Password Policy ไม่สามารถตอบได้ คือ “เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารหัสผ่านของผู้ใช้หลุดออกไปแล้ว?”

การเฝ้าระวังข้อมูล Credential ที่รั่วไหลจึงกลายเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญของการบริหารความเสี่ยงด้าน Identity ในองค์กร ซึ่ง Personar ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้องค์กรตรวจพบความเสี่ยงดังกล่าวได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมแจ้งเตือนและสนับสนุนการตอบสนองก่อนที่ข้อมูลจะถูกนำไปใช้ในการโจมตี

สนใจเรียนรู้เพิ่มเติมหรือต้องการคำปรึกษา ติดต่อเราได้ที่

Website : https://personar-th.com

Facebook : PersonarThailand - https://www.facebook.com/PersonarThailand

Line : https://line.me/R/ti/p/@490vytui

Email : [email protected]


แหล่งอ้างอิง

  1. Temoshok, D., Fenton, J. L., Choong, Y., Lefkovitz, N., Regenscheid, A., Galluzzo, R., & Richer, J. P. (2025). NIST SP 800-63B-4: Digital Identity Guidelines – Authentication and Authenticator Management. National Institute of Standards and Technology. https://doi.org/10.6028/NIST.SP.800-63B-4
  2. NIST. NIST Special Publication 800-63B (companion overview page). https://pages.nist.gov/800-63-3/sp800-63b.html
  3. Enzoic. (2025). NIST 800-63B Rev 4: What’s New in Password Security. https://www.enzoic.com/blog/nist-sp-800-63b-rev4/
  4. ITSasap. (2026). NIST Password Guidelines: What to Know in 2026. https://www.itsasap.com/blog/nist-password-guidelines
  5. Netwrix. (2026). NIST Password Guidelines: SP 800-63B Explained. https://netwrix.com/en/resources/blog/nist-password-guidelines/
  6. StrongDM. (2025). NIST Password Guidelines: 2026 Updates & Best Practices. https://www.strongdm.com/blog/nist-password-guidelines
  7. OWASP. (2025). A07 Authentication Failures. OWASP Top 10:2025. https://owasp.org/Top10/2025/A07_2025-Authentication_Failures/
  8. OWASP. Application Security Verification Standard (ASVS) 5.0, V6 Authentication. https://github.com/OWASP/ASVS/blob/master/5.0/en/0x15-V6-Authentication.md
  9. CIS / MS-ISAC. Security Primer: Organizational Password Best Practices. https://www.cisecurity.org/insights/white-papers/ms-isac-security-primer-organizational-password-best-practices
  10. NCSA Thailand (ThaiCERT). (2025). รวมรหัสผ่านยอดแย่ ประจำปี 2025. Facebook. https://www.facebook.com/NCSA.Thailand/posts/รวมรหัสผ่านยอดแย่-ประจำปี-2025-️thaicert-มีการติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์/1201539515501045/
แชร์
กลับไปด้านบน

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัปเดตข้อมูลด้านไซเบอร์ ทุกสัปดาห์
รับข่าวสารความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความปลอดภัยไซเบอร์จากดาต้าฟาร์มก่อนใคร

ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานเร็ว ๆ นี้ โปรดติดตาม

ส่งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ไม่มีสแปม ยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ