ต้องรู้ ! ภัยจากการแฮกInstagram และวิธีป้องกันบัญชีจากภัยคุกคาม

โดย admin

2 นาที
แชร์
Blog Thumbnail

ต้องรู้ ! ภัยจากการแฮกInstagram และวิธีป้องกันบัญชีจากภัยคุกคาม

สวัสดีครับ ในโลกดิจิทัลปัจจุบัน Instagram (IG) ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่แชร์ภาพถ่ายหรือวิดีโออีกต่อไป แต่กลายเป็นแพลตฟอร์มที่มีผลต่อชีวิตจริง ทั้งในด้านการติดต่อสื่อสาร ความสัมพันธ์ การทำงาน และการสร้างรายได้ โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ใช้ IG ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์ หรือศิลปินที่ต้องการสร้างแบรนด์ แต่เมื่อความสำคัญเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามมาเช่นกัน การถูก แฮกบัญชี จึงกลายเป็นปัญหาที่หลายคนกังวล

ทำไมบัญชี Instagram ถึงตกเป็นเป้าหมายของแฮกเกอร์

  1. ข้อมูลส่วนตัวมีมูลค่า
     IG เก็บข้อมูลที่สำคัญของผู้ใช้มากมาย เช่น อีเมล เบอร์โทรศัพท์ พฤติกรรมการใช้งาน รวมถึงข้อมูลเพื่อนและผู้ติดตาม ข้อมูลเหล่านี้สามารถนำไปขายในตลาดมืดหรือนำไปใช้ทำธุรกรรมที่ผิดกฎหมายได้
  2. ช่องทางทำเงินของแฮกเกอร์
     หากบัญชีที่ถูกแฮกมีผู้ติดตามจำนวนมาก แฮกเกอร์สามารถใช้เพื่อโฆษณาสินค้าหลอกลวง เช่น กระเป๋าแบรนด์เนมปลอม การลงทุนที่ไม่จริง หรือแม้กระทั่งใช้เพื่อหลอกผู้ติดตามให้โอนเงิน
  3. การเข้าถึงเครือข่ายกว้าง
     บัญชี IG หนึ่งบัญชีมีผู้ติดตามเป็นร้อยหรือพัน เมื่อถูกแฮกก็เหมือนประตูที่เปิดให้แฮกเกอร์เข้าถึงเครือข่ายเพื่อนและผู้ติดตามทั้งหมด

วิธีการที่แฮกเกอร์ใช้บ่อย

  1. ฟิชชิง (Phishing)
     นี่คือวิธีที่พบบ่อยที่สุด แฮกเกอร์จะส่งลิงก์ที่หน้าตาเหมือน IG จริงมาให้ผู้ใช้กรอกข้อมูล เช่น “บัญชีของคุณกำลังจะถูกระงับ กรุณาล็อกอินเพื่อยืนยัน” เมื่อเหยื่อกรอก รหัสผ่านก็จะถูกส่งไปให้แฮกเกอร์ทันที
  2. รหัสผ่านอ่อนแอ
     ผู้ใช้จำนวนมากมักตั้งรหัสผ่านที่ง่ายเกินไป เช่น “123456” หรือ “password” หรือใช้รหัสเดียวกันกับหลายแพลตฟอร์ม เมื่อฐานข้อมูลของแพลตฟอร์มอื่นรั่ว แฮกเกอร์ก็สามารถนำรหัสนั้นมาลองใน IG ได้
  3. มัลแวร์และแอปปลอม
     บางครั้งผู้ใช้เผลอติดตั้งแอปหรือปลั๊กอินที่อ้างว่าเป็น “เครื่องมือเพิ่มผู้ติดตาม” หรือ “ดูว่าใครเลิกติดตามเรา” แต่แท้จริงแล้วเป็นแอปที่เก็บข้อมูลการล็อกอิน
  4. การแอบดักข้อมูล (Keylogger / Sniffing)
     หากเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่าน Wi-Fi สาธารณะที่ไม่ปลอดภัย ข้อมูลการพิมพ์อาจถูกดักจับได้

ผลกระทบจากการถูกแฮก

  • เสียการเข้าถึงบัญชี: เจ้าของตัวจริงล็อกอินไม่ได้เพราะรหัสถูกเปลี่ยน
  • เสียชื่อเสียง: แฮกเกอร์อาจโพสต์สิ่งที่ไม่เหมาะสม ทำให้ผู้ติดตามเข้าใจผิด
  • ความเสียหายทางการเงิน: ผู้ที่ใช้ IG ทำธุรกิจอาจสูญเสียช่องทางหลักในการขาย หรือถูกหลอกให้โอนเงิน
  • ข้อมูลรั่วไหล: ข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลของผู้ติดตามอาจถูกนำไปใช้ในทางที่ผิด

แนวทางป้องกันอย่างรอบด้าน

1) พื้นฐานการตั้งค่าบัญชี IG ที่ควรทำ (Instagram Security)

  • รหัสผ่านแข็งแรง & ไม่ซ้ำกัน — ใช้รหัสผ่านยาว (อย่างน้อย 8–16 ตัว) เป็น passphrase หรือชุดตัวอักษร+ตัวเลข+สัญลักษณ์ และอย่าใช้รหัสเดียวกันกับอีเมล/แพลตฟอร์มอื่น (Passphrase (พาสเฟรส) คือ “รหัสผ่านแบบวลี” หรือรหัสผ่านที่ยาวกว่าปกติ มักเป็นประโยคหรือชุดคำหลายคำต่อกันแทนที่จะเป็นแค่ตัวอักษรสั้น ๆ เช่น BlueCoffeeRainMorning2025)
  • เปิด การยืนยันตัวตนอีกช่องทาง Two-Factor Authentication (2FA) — สิ่งนี้คือการยืนยันตัวตนอีกช่องทางนึงเพื่อที่จะเข้าสู่ระบบได้นั้นเอง หมายความว่ารู้แค่เพียงรหัสผ่านไม่สามารถที่จะเข้าใช้งานได้ จำเป็นต้องยืนยันอีกชั้นนึงเพื่อสำเร็จการยืนยันตัวตน โดยปัจจุบันมีการยืนยันตัวตน 2FA 2 ช่องทางให้เลือก คือ SMS or WhatsApp, Authenticator app ครับ เลือกใช้งานผ่านแอปยืนยันตัวตน (Authenticator) แทน SMS หากเป็นไปได้ สามารถเปิดใช้งานได่ที่ “Setting > Accounts center > Password and Security > Two-factor authentication”

  • ยืนยันอีเมลและเบอร์โทร — ตรวจสอบว่าอีเมลและเบอร์โทรที่ผูกไว้เป็นของคุณจริงและปลอดภัย (ไม่ใช้เมลเก่าที่เข้าถึงไม่ได้)

2) เพิ่มความปลอดภัยให้บัญชีอีเมลที่ผูกกับ IG (EMAIL security)

  • ถ้าแฮกเกอร์ได้อีเมล ก็สามารถรีเซ็ตรหัสได้ — ดังนั้น เปิด 2FA ให้กับอีเมลด้วย และตั้งรหัสผ่านที่แข็งแรงสำหรับอีเมลด้วย เช่นเดียวกันกับขั้นตอนข้อที่ 1. ครับ เราสามารถที่จะทำ 2FA กับการเข้าใช้งาน อีเมลได้เช่นกันครับ
  • อย่าใช้เมลเดียวกันกับบัญชีหลายบัญชีสำคัญ หากเป็นไปได้ให้มีอีเมลหลักสำหรับการกู้บัญชีเท่านั้น
  • ถ้าต้องแชร์รหัสกับทีม ให้ใช้ “shared vault” ใน Password Manager แทนการส่งผ่านข้อความ

3) ตรวจสอบการเข้าถึงและแอปภายนอก (Instagram Security)

  • แอปภายนอก — ตรวจสอบเมนู “Apps and Websites” / “Manage third-party access” ใน IG เพื่อ ถอนสิทธิ์แอปที่ไม่ใช้ สิ่งนี้คือ คุณจะเห็นรายการ แอปหรือเว็บไซต์ภายนอก ที่คุณเคยอนุญาตให้เชื่อมต่อกับบัญชี IG ซึ่งแอปเหล่านี้อาจเข้าถึง ข้อมูลโปรไฟล์, โพสต์, หรือ การตั้งค่าบัญชี ตัวอย่าง เช่น
  • เครื่องมือจัดการโซเชียลมีเดีย (Social Media Management Tools) — Meta Business Suite ใช้สำหรับโพสต์ล่วงหน้า, จัดการหลายบัญชี, ทำรายงาน
  • E-commerce / ร้านค้าออนไลน์ — Shopify (สำหรับขายสินค้าผ่าน IG Shop ใช้ดึงสินค้าไปแสดงใน IG Shopping
  • ตรวจสอบการเข้าถึง — “Setting > Security check > Where you’re logged in” คือ อุปกรณ์ที่เคยล็อกอิน ถ้าพบอุปกรณ์ที่ไม่รู้จัก ให้ “Log out”และเปลี่ยนรหัสทันที

4) อัปเดตซอฟต์แวร์และหลีกเลี่ยงอุปกรณ์เสี่ยง (Software Security)

  • อัปเดตระบบปฏิบัติการ IOS, Android ของมือถือที่เราใช้งานสม่ำเสมอและแอป IG อย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดช่องโหว่
  • อย่าใช้โทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ที่ jailbreak/rooted เพราะเพิ่มความเสี่ยงถูกมัลแวร์โจมตี
  • ติดตั้งแอปจากแหล่งทางการเท่านั้น (App Store / Play Store)

5) ระวังฟิชชิง (Phishing) — เทคนิคสังเกตและป้องกัน (Social engineering)

  • อย่าเข้าไปล็อกอินผ่านลิงก์ที่ส่งมาในข้อความทาง IG, อีเมล หรือข้อความจากแหล่งไม่รู้จัก — ให้พิมพ์ instagram.com เองหรือเปิดแอปโดยตรง
  • ก่อนคลิกลิงก์บนมือถือ: “กดค้าง” หรือ “คัดลอกแล้วดูชื่อเต็มของลิ้งนั้นจริงๆ ” เพื่อเช็กชื่อเว็บจริง (หลีกเลี่ยงเว็บที่คล้ายๆ) ตัวอย่าง

1. ป้องกัน Instagram ไม่ให้โดนแฮกด้วย 2 Factor Authentication — NT cyfence ผู้ให้บริการด้านการรักษาความปลอดภัยไซเบอร์

2. https://www.cyfence.com/article/how-to-setup-2fa-your-ig-account/

เราจะเห็นได้ว่าจริงๆแล้วทั้ง 2 ลิ้งนี้ เมื่อเรากดจะเข้าไปสู่เว็บไซต์เดียวกันครับ แต่การแสดงชื่อไม่เหมือนกันครับ แฮกเกอร์สามารถเลียนแบบชื่อตามลิ้งข้อที่ 1 ได้เลย แต่แท้จริงเว็บข้างในจริงๆอาจจะเป็นเว็บอันตรายที่แฮกเกอร์ได้เตรียมไว้ก็ได้ครับ

  • ตรวจสอบผู้ส่งอีเมล: ดูชื่อเว็บจริง และอย่าเชื่ออีเมลที่ขอรหัสผ่านหรือยืนยันตัวตนทันที
  • ระวังข้อความลวงที่อ้างสิทธิพิเศษ เช่น “ยืนยันเพื่อรับ Verified” — หลายกรณีคือกับดักฟิชชิง

6) เครือข่ายที่ปลอดภัย (Network Security)

  • หลีกเลี่ยงการล็อกอินบน Wi-Fi สาธารณะ ที่ไม่มีความปลอดภัย ในโลกปัจจุบันจะมีไวไฟสาธารณะเยอะมากครับเพื่อรองรับลูกค้าที่เข้ามาใช้งานไม่ว่าจะเป็นตามร้านอาหารและอื่นๆมากมาย ผู้ใช้งานจำเป็นต้องมีความระมัดระวังตัวเองมากขึ้นในการเลือกใช้ไวไฟนั้นๆ เช่น ร้านอาหารชื่อ abc มีไวไฟให้ใช้งานฟรีชื่อว่า abc_2.4G แต่มีแฮกเกอร์เปิดแชร์ไวไฟให้คนอื่นใช้งานด้วยชื่อว่า abcc_2.4G หรือชื่อที่มีความใกล้เคียงทำให้ผู้ใช้งานไม่ทันสังเกตุและตกเป็นเป้าหมายได้ครับ
  • ปิดการเชื่อมต่ออัตโนมัติของ Wi-Fi/Bluetooth ในที่สาธารณะ

หากสงสัยว่าบัญชีถูกแฮกไปแล้วควรทำอย่างไร

  1. เปลี่ยนรหัสผ่าน IG และอีเมลที่ผูกบัญชี
  2. รีบใช้ฟีเจอกู้คืนของ Instagram: เลือก “ลืมรหัสผ่าน” หรือ “ถูกแฮกบัญชี” เพื่อขออีเมลยืนยัน

ถ้าเข้าถึงไม่ได้ → ใช้ฟีเจอร์ “บัญชีถูกแฮก / report compromised account” ของ Instagram (ปฏิบัติตามคำแนะนำการกู้คืน)

3. ติดต่อฝ่ายสนับสนุน: ส่งเอกสารยืนยันตัวตน เช่น บัตรประชาชน ตามที่ IG ขอ (https://help.instagram.com/)

  1. แจ้งผู้ติดตาม: เพื่อให้ระวังหากมีข้อความหรือโพสต์ที่ผิดปกติจากบัญชีเรา (ระวังข้อความลวงจากบัญชีที่ถูกแฮก)
  2. เก็บหลักฐาน: ถ่ายสกรีนช็อต อีเมลแจ้งเตือน และบันทึกการติดต่อ เพื่อใช้รายงาน/ส่งตำรวจถ้าจำเป็น
  3. ตรวจสอบอีเมลและแพลตฟอร์มอื่น: หากใช้รหัสผ่านเดียวกัน ควรรีบเปลี่ยนทั้งหมด
  4. ตรวจสอบวิธีชำระเงินที่เชื่อมกับบัญชี (ถ้ามี) และแจ้งธนาคารหากมีธุรกรรมผิดปกติ

สรุป

การถูกแฮก Instagram ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะแฮกเกอร์มักเลือกเหยื่อที่ไม่ทันระวังและขาดการป้องกันพื้นฐาน การตั้งรหัสผ่านที่รัดกุม เปิดใช้การยืนยันตัวตนสองขั้น และมีสติในการกดลิงก์หรือใช้แอปเสริม ถือเป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยลดความเสี่ยงได้มาก การใส่ใจเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้อาจช่วยปกป้องทั้งข้อมูลส่วนตัว ความปลอดภัยทางการเงิน และชื่อเสียงของเราในโลกออนไลน์ครับ

References:

https://help.instagram.com/

https://th.tenorshare.com/data-recovery/how-to-recover-hacked-instagram-account.html

แชร์
กลับไปด้านบน

บทความที่เกี่ยวข้อง

อัปเดตข้อมูลด้านไซเบอร์ ทุกสัปดาห์
รับข่าวสารความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับความปลอดภัยไซเบอร์จากดาต้าฟาร์มก่อนใคร

ฟีเจอร์นี้จะเปิดให้ใช้งานเร็ว ๆ นี้ โปรดติดตาม

ส่งสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ไม่มีสแปม ยกเลิกการรับข่าวสารได้ทุกเมื่อ