เคยได้ยินคำว่า “Dark Web” หรือ “ดาร์กเว็บ” กันไหม?
หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำนี้จากข่าวหรือภาพยนตร์ และมักมองว่า Dark Web เป็นพื้นที่ลึกลับที่เต็มไปด้วยอาชญากรรมทางไซเบอร์ แต่ในความเป็นจริง Dark Web คือ ส่วนหนึ่งของอินเทอร์เน็ตที่ถูกซ่อนจากการเข้าถึงทั่วไป และไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งบน Dark Web จะผิดกฎหมาย
บทความนี้จะพาไปรู้จัก Dark Web ตั้งแต่ มันคืออะไร มีความเสี่ยงอะไรบ้าง และหากข้อมูลของเรารั่วไหลไปอยู่บน Dark Web ควรรับมืออย่างไร เพื่อให้สามารถป้องกันตัวเองและลดความเสี่ยงจากภัยไซเบอร์ได้อย่างเหมาะสม
Dark Web คืออะไร
โดยอินเทอร์เน็ตแบ่งคร่าว ๆ ได้เป็น 3 ส่วน
- Surface Web เว็บไซต์ทั่วไปที่ค้นหาได้จาก Search Engine
- Deep Web ข้อมูลที่ไม่เปิดให้ค้นหาทั่วไป เช่น ข้อมูลหลัง Login
- Dark Web ส่วนหนึ่งของ Deep Web ที่ซ่อนอยู่และต้องใช้วิธีเฉพาะในการเข้าถึง

ใน Dark Web มีอะไรอยู่บ้าง
Dark Web ไม่ได้มีแต่สิ่งผิดกฎหมาย แต่เป็นพื้นที่ที่มีทั้งการใช้งานที่ถูกกฎหมายและกิจกรรมที่เป็นอันตราย
การใช้งานที่ถูกกฎหมาย เช่น การรักษาความเป็นส่วนตัว การสื่อสารในพื้นที่ที่มีการควบคุมอินเทอร์เน็ต และการศึกษาวิจัยด้านความปลอดภัยไซเบอร์
การใช้งานที่ผิดกฎหมาย เช่น การซื้อขายข้อมูลที่ถูกขโมย การหลอกลวง การเผยแพร่ข้อมูลที่รั่วไหล และการจำหน่ายเครื่องมือที่ใช้ในการโจมตีทางไซเบอร์
Dark Web ไม่ได้ผิดกฎหมายในตัวมันเอง แต่สิ่งที่ผู้ใช้นำไปทำต่างหากที่อาจผิดกฎหมายหรือเป็นอันตราย

ทำไม Dark Web ถึงอันตราย
Dark Web ไม่ได้ผิดกฎหมายทั้งหมด แต่มีความเสี่ยงสูง เพราะอาจพบข้อมูลที่ถูกขโมยและกิจกรรมของอาชญากรไซเบอร์จำนวนมาก
ความเสี่ยงที่สำคัญ ได้แก่
- ข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล เช่น ข้อมูลบัญชีหรือข้อมูลระบุตัวตน
- รหัสผ่านถูกขโมยหรือซื้อขาย และอาจถูกนำไปใช้เข้าถึงบัญชีต่าง ๆ
- มัลแวร์และฟิชชิ่ง ที่ใช้หลอกหรือขโมยข้อมูลจากผู้ใช้งาน
- การหลอกลวงและโจรกรรมเงิน
- การโจรกรรมตัวตน โดยนำข้อมูลส่วนตัวไปสวมรอยทำธุรกรรม
- ข้อมูลขององค์กรรั่วไหล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อทั้งบริษัทและลูกค้า
ดังนั้นความเสี่ยงหลักของ Dark Web คือข้อมูลที่ถูกขโมย การหลอกลวง และภัยไซเบอร์ที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งบุคคลและองค์กร

ถ้าพบว่าข้อมูลรั่วไหล ควรทำอย่างไร
เมื่อรู้หรือสงสัยว่าข้อมูลของเราหลุดไปอยู่บน Dark Web อย่าตกใจ แต่ให้ ลงมือทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ทีละขั้น
1. เปลี่ยนรหัสผ่าน (Password) ทันที
2. ถ้าใช้รหัสผ่านเดียวกันหลายเว็บไซต์ ให้เปลี่ยนทั้งหมด
3. เปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองชั้น (Multi-Factor Authentication / MFA หรือ 2FA)
4. ตรวจสอบบัญชีอีเมลและบัญชีสำคัญ
5. ตรวจสอบธุรกรรมทางการ
6. ติดต่อธนาคารหรือผู้ให้บริการหากพบความผิดปกติ
7. ระวังฟิชชิ่งและข้อความหลอกลวงหลังเกิดเหตุ
8. หากเป็นข้อมูลขององค์กร ให้แจ้งทีม IT / Security หรือผู้รับผิดชอบทันที

สรุป
Dark Web ไม่ใช่ปีศาจร้ายที่ต้องกลัวจนเกินไป และก็ไม่ใช่เรื่องไกลตัวที่เราจะไม่ต้องสนใจ มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลกออนไลน์ ที่เราควร “รู้จักและระวัง” มากกว่า “กลัว”
สิ่งสำคัญที่สุดที่อยากฝากไว้คือ การปกป้องข้อมูลส่วนตัวไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของคนทั่วไป แค่เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ เช่น ใช้รหัสผ่านไม่ซ้ำกัน เปิดการยืนยันตัวตนสองชั้น และไม่คลิกลิงก์แปลก ๆ ก็ช่วยลดความเสี่ยงได้มากแล้ว
จำไว้เสมอว่า ข้อมูลส่วนตัวของเรามีค่า และการดูแลมันเป็นเรื่องที่ทุกคนทำได้ เริ่มตั้งแต่วันนี้เลยครับ 🙂
หากต้องการตรวจสอบว่าข้อมูลขององค์กรมีการรั่วไหลหรือถูกเผยแพร่อยู่บน Dark Web หรือไม่ สามารถใช้ระบบตรวจสอบข้อมูลระดับองค์กรอย่าง Personar Thailand
ระบบสามารถแจ้งเตือนเมื่อพบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พร้อมแสดงรายละเอียดของข้อมูลที่รั่วไหล และคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้าน Cybersecurity เพื่อช่วยให้องค์กรรับมือและลดความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม
สนใจติดต่อ
Website : https://personar-th.com
Facebook : PersonarThailand - https://www.facebook.com/PersonarThailand
Line : https://line.me/R/ti/p/@490vytui
Email : [email protected]
อ้างอิง
1. Tor Project — https://www.torproject.org
2. ThaiCERT — ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์ประเทศไทย https://www.thaicert.or.th
3. CISA — Cybersecurity and Infrastructure Security Agency https://www.cisa.gov